วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2553

ศาลหลักเมืองประจวบคีรีขันธ์



องค์หลักเมืองประจวบคีรีขันธ์ แกะสลักด้วยลวดลายประณีต วิจิตรบรรจงตามรูปแบบศิลปะลพบุรี เป็นศาลหลักเมืองที่ได้ชื่อว่าสวยและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวประจวบคีรีขันธ์ พากันมาสักการะอยู่เป็นประจำ ถือเป็นมงคล และหลักชัยคู่บ้านคู่เมือง สร้างขึ้นในสมัยที่ ร.ต.อำนวย ไทยานนท์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามบรมราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเปิด ศาลหลักเมืองนี้ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2537
รอบบริเวณจะประกอบไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์ สนามหญ้าปูเต็มพื้นที่ ทำให้รู้สึกถึงความร่มเย็นเป็นสุขเมื่อได้มาสักการะบูชา ผู้คนเมือง ชาวประจวบคีรีขันธ์มักจะให้ความสำคัญในการขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเชื่อว่าขอแล้วมักจะได้สมความปราถนา ถ้าเพื่อนๆแวะมาแถวประจวบฯ ก็อยากให้เข้ามาสักการะสักครั้งหนึ่งในชีวิต(อาจจะรู้ว่าความสมหวังเป็นไง) ซึ่งจะตั้งอยู่ใจกลางเมืองประจวบคีรีขันธ์ มองจากด้านหน้าศาลหลักเมือง จะสามารถเห็นทะเลอ่าวประจวบคีรีขันธ์ได้เลย บริเวณใกล้ๆกันจะเป็นสถานที่ตั้งศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมทั้งใกล้วัดเขาช่องกระจก และวัดธรรมิการาวรวิหาร

เจ้าพ่อเขาล้อมหมวก


พื้นที่ติดชายหาดภูเขาแห่งนี้หลายคนอาจจะยังไม่เคยมาสัมผัส เนื่องจากอาจจะเป็นพื้นที่ในเขตทหาร(กองบิน 5) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ(แต่หลายคนไม่รู้)อีกที่หนึ่ง ซึ่งบริเวณเชิงเขามี "ศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก" ประดิษฐาน เป็นที่สักการะบูชาของคนประจวบคีรขันธ์ และคนในกองบินที่สำคัญอีกที่ เขาล้อมหมวกแห่งนี้มีที่มาจากรูปทรงของภูเขา ซึ่งคล้ายกับหมวกของคนจีน บนยอดเขามีมณฑปซึ่งครอบรอยพระพุทธบาทด้านซ้าย ส่วนประวัติความเป็นมาจากตำนานเจ้าพ่อเขาล้อมหมวกนี้ คือเมื่อครั้นที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ท่านเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เดินทางมาโดยเรือสำเภา มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ท่านได้สร้างหลักปักฐานและ สร้างคุณความดีอย่างยิ่งยวดให้กับแผ่นดินและประชาชน จนเป็นที่เคารพนับถือแก่คนทั่วไปตราบจนสิ้นอายุขัยได้ 97 ปี ด้วยพลังแห่งความดี ได้ส่งผลให้ดวงวิญญาณสิงสถิตย์เป็นเทพมเหสักข์ ณ ขุนเขาล้อมหมวกแห่งนี้ ช่วยดลบันดาล ประทานพร ความสุข ความเจริญแก่สรรพสัตว์ตราบนิจนิรันดร์(อ้างอิงจากแท่นศิลาจารึก)


ด้วยความที่คนหมู่มากยังเข้ามาไม่ถึง จึงยังมีความอุดมสมบูณณ์อยู่มาก เนื่องจากเป็นเขตพื้นที่ทางการทหารและยังเป็นพื้นที่สงวน บริเวณตีนเขาจึงมีบรรดาสัตว์น้อยใหญ่อาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะ "ค่างแว่น" ซึ่งเป็นสถานที่เหมาะแก่การพาลูกพาหลานพาอาม่า อากง อาน้องพ่อมาเที่ยวมาก เพราะค่างที่นี่ ไม่เหมือนค่างที่อื่น ขอบอกว่า "เชื่องมากกกกก" จับหัวลูบหัว(แต่อย่าตบหัวนะ)ลูบหางได้หมด ไม่มีหืออือ แถมหยิ่งอีกต่างหาก ให้อาหารก็เลือกกินซะด้วย ใครมีโอกาสได้มาถ้าจะซื้อถั่วลิสงให้มัน อาจจะได้กินเองนะครับ รู้สึกว่ามันจะชอบข้าวโพดมากกว่า




วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

วัดเขาช่องกระจก


ถ้าพูดถึงอำเภอเมืองประจวบฯหลายคนคงนึกถึงแต่ทะเล แต่วันนี้ผมจะพาพวกเราไปให้ถึงจุดสุดยอด ไปดูวิวทิวทัศน์จากจุดสูงกันบ้าง(แค่พูดก็เหนื่อยแล้ว) ซึ่งเป็นสถานที่เที่ยวอีกแหล่งหนึ่งของเมืองประจวบฯ นั่นก็คือ "เขาช่องกระจก" ที่ใครมาถึงก็อยากจะขึ้นไปให้ถึงยอดเขา(แค่อยากนะ แต่ขึ้นถึงรึเปล่านั้น อีกเรื่อง) บนยอดเขาจะเป็นที่ตั้งของวัดเขาช่องกระจก ซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธบาทจำลอง ด้านบนนั้นสามารถมองลงมาเห็นอ่าวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทั้ง 3 อ่าว ซึ่งจะมีอ่าวประจวบคีรีขันธ์, อ่าวมะนาว, และอ่าวน้อย ระยะทางขึ้นเขานั้นก็ไม่ได้ลำบากอะไรมาก จะเป็นบันไดคอนกรีตสูง 389 ขั้น ซึ่งช่วยกันก่อสร้าง ปรับปรุง บูรณะโดยพระ เณร และคนงานก่อสร้าง เมื่อสมัยก่อนต้องแบกอิฐ แบกปูน ขนไม้ ขนทรายขึ้นไปสร้างวัดสร้างโบสถ์กัน โดยใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักในการขนย้าย และในวันเทศกาล งานสำคัญต่างๆ เช่นวันปีใหม่ วันเข้าพรรษา ฯลฯ มักจะใช้เป็นพิธีเปิด หรือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยแกคนเมืองประจวบคีรีขันธ์ รวมทั้งวันเดิน-วิ่งมาราธอนเพื่อสุขภาพประจำปี ก็จะมีบรรดาคนเด็ก(โดนบังคับ) คนแก่(วัย 70 up ก็ยังมี) จะมาวิ่งรอบอ่าวประจวบฯ และวิ่งขึ้นเขาช่องกระจกกัน ใครขึ้นถึงเป็นคนแรกๆก็จะมีรางวัลเกียรติยศ มีพระประจำจังหวัดไว้กราบไหว้บูชากัน และที่แน่ๆของสถานที่เขาช่องกระจกแห่งนี้ เป็นอะไรที่มีความผูกพันธ์ลึกซึ้ง กับชาวคนประจวบคีรีขันธ์เป็นอย่างมาก

วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553

วัดเขาถ้ำคั่นกระได


ในบริเวณพื้นที่เขตตำบลอ่าวน้อย จะมีสถานที่ท่องเที่ยวชายหาด ที่คนส่วนใหญ่อาจจะลืมนึกถึง ซึ่งค่อนข้างจะสงบร่มรื่น เหมาะกับผู้ที่ต้องการ อารมณ์แอบเหงา แอบคิดถึงได้บ้าง สมัยก่อนพื้นที่นี้จะเป็นที่หลบลมพายุ ของชาวทะเล ชาวเรือแถบนี้ซึ่งจะใช้ภูเขาแถบนี้ช่วยเป็นที่กำบัง ติดกับชายหาดจะมีวัดซึ่งประดิษฐานบนยอดเขา และมีถ้ำขนาดเล็ก ซึ่งต้องทดสอบพละกำลังกันนิดหนึ่ง (เคยเห็นอาม่า แกขึ้นมาแวะชมวิวบ่อยๆ) จะเป็นบันไดคอนกรีต ทอดยาวถึงถ้ำด้านบนยอดเขา ซึ่งวิวด้านบนนี้ บอกได้คำเดียวว่า ขึ้นมาแล้วหายเหนื่อยกันเลยทีเดียว ภายในถ้ำด้านบนยอดเขาประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์รูปใหญ่ และพระพุทธรูปมากมาย ในตัวถ้ำก็จะมีหินงอกหินย้อยสวยงามตามธรรมชาติสร้างขึ้น และยังเหมาะแก่นักสำรวจที่ต้องการผจญภัยปีนผาลอดถ้ำ ค้นหาเส้นทางลึกลับใหม่ๆ(รึเปล่า)
ส่วนด้านล่างติดตีนเขาก็จะเป็นวัดที่มีโบสถ์ ซึ่งใช้ปฏิมากรรมการแกะสลักไม้ทั้งหลัง โดยมีพยานาคใหญ่ 9 หัว สองตัวพันเลื้อยรอบโบสถ์ ภายในโบสถ์มีเรื่องราวในวรรณคดี (นึกถึงสมัยเรียนประถม) แกะสลักเรียงตามฝาผนังโบสถ์เป็นเรื่องราวน่าติดตาม และภายในวัดแห่งนี้มีสระเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ ไว้ให้ผู้ใจบุญได้ให้อาหารปลากันด้วย เรียกได้ว่ามาที่นี่ ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งความสงบ ได้ออกกำลังกาย(ขึ้นเขา) สำรวจถ้ำ แถมมีทะเลให้กระโดดตัวลอยถ่ายรูปกันด้วย